ผลการตัดสินสื่อเล็กทรอนิกส์ Online ปี2554 ประกาศแล้ว


โดย เอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ผอ.สทร.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ประกาศผลการคัดเลือกสื่ออิเล็กทรอนิกส์ Online แล้ว จากการที่ สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน ดำเนินการส่งเสริมการผลิต และพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 8 กลุ่มสาระการเรียน รู้ ระบบ Online เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูผู้สอน อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ของสพฐ. ได้มีเวทีสำหรับแสดงผลงานในรูปสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการผลิตและพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 8 กลุ่มสาระการเรียน รู้ ระบบ Online ที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สทร. ได้ประกาศเชิญชวนให้ครูผู้สอน อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ให้ส่งผลงานการผลิตและพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาประกวดกัน
ในปีนี้ มีผู้ส่งผลงานการผลิตและพัฒนาสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มาจำนวน 80 เรื่อง และคณะกรรมการพิจารณาตัดสินผล ไปแล้วเมื่อวันที่ 8-12 กรกฏาคม 2554 ที่ โรงแรมแกรนด์ไชน่า ปริ๊นเซส กรุงเทพฯ ปรากฏว่ามีสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 14 เรื่อง ที่ได้รับรางวัล คือ
1.เรื่อง การสร้างเว็บไซด์ด้วยโปรแกรม Adobe Dreamweaver CS3
ของ ครูจริพงษ์ คำปวง โรงเรียนบ้านน้อยห้วยรินวิทยา
2.เรื่อง สารละลายกรด-เบส
ของ ครูนาถฤดี แซ่ตัน โรงเรียนสตรีระนอง
3.เรื่อง กลไกของสิ่งมีชีวิต
ของ ครูสิทธิชัย ทิพย์สิงห์ และครูสุพรรษา ทิพย์สิงห์ โรงเรียนสตรีระนอง
4.เรื่อง ความสัมพันธ์ของปรากฎการณ์ระหว่างโลก ดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์
ของ ครูริปอง กัลป์ติวาณิชย์ โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย
5.เรื่อง การใช้เมาส์
ของ ครูศิวิไล มงคล โรงเรียนบ้านเชิงดอยสุเทพ
6.เรื่อง พญากง พญาพาน
ของ ครูริปอง กัลป์ติวาณิชย์ โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย
7.เรื่อง คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ
ของ ครูละไม ฝั่งชลจิตต์ โรงเรียนวัดท้าวโทะ
8.เรื่อง จำนวนจริงเบื้องต้น
ของ ครูเกรียงไกร มาตรมูล โรงเรียนบ้านค่า
9.เรื่อง การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร (English Conversation)
ของ ครูเพ็ญณี ศรีพนัสกุล ครูสัมฤทธิ์ พวงยอด และครูสุรางค์ สุวรรณหล่อ
โรงเรียนบ้านเป้าวิทยาคาร
10.เรื่อง Food and Drinks (อาหารและเครื่องดื่ม)
ของ ครูยอดขวัญ มามะ โรงเรียนบ้านน้ำดำ
11.เรื่อง Countries & Nationalities of ASEAN Community / Social Issue
ของ ครูปฏิมาภรณ์ พลเหี้ยมหาญ โรงเรียนมัธยมพัชรกิติยาภา 1 นครพนม
12. เรื่อง การอ่านคำสะกดที่ไม่ตรงมาตรา
ของ ครูพิสิฐศักดิ์ ดวงพรม และครูศุภลักษณ์ รักษาดี โรงเรียนบ้านกองแขก
13.เรื่อง หลักภาษาไทย
ของ ครูปัณณาส มงคลเมือง และครูพิพรรฒชัย เหง้ากอก โรงเรียนบ้านเขว้าวิทยายน
14.เรื่อง ระบบย่อยอาหาร
ของ ครูริปอง กัลป์ติวาณิชย์ โรงเรียนสิรินธรราชวิทยาลัย
หลังจากนี้ สทร. จะนำผลงานสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ทั้ง 14 เรื่อง ขึ้นวางไว้บนเว็บไซด์ เพื่อให้ครูนักเรียนนำไปใช้ประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนต่อ และจะจัดทำเป็นแผ่น CD เพื่อแจกจ่ายให้แก่โรงเรียนที่อยู่ห่างไกลไม่สามารถเข้าไปใช้งานผ่านทางระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ได้ ก็ต้องใช้สื่อผ่านทาง แผ่น CD ที่แจกไป
สำหรับปี2553นั้น สทร.ได้นำผลงานสื่ออิเล็กทรอนิกส์ วางไว้บน OBECLMS จำนวน 22 เรื่อง และจัดทำเป็นแผ่นCD แล้ว ดูรูปประกอบ

โพสท์ใน Uncategorized | 3 ความเห็น

การจัดการศึกษาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) บน Social Media


ปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ICT) ได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญในการดำเนินชีวิตของเรา มีการนำเอา ICT มาใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในวงการธุรกิจ และการศึกษา ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไป จนบางครั้งคนในสังคมติดตามแทบไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลง
ในการจัดการศึกษาของไทย ก็เช่นกัน ต้องมีการพัฒนา ปรับเปลี่ยนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี เพื่อให้พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่สังคมแห่งปัญญา และโลกแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง ดังนั้น แนวคิดในการนำกระบวนการเรียนรู้ผ่านการสื่อสาร ออนไลน์ด้วยรูปแบบต่างๆ จึงเกิดขึ้น ด้วยการนำเอาแนวคิด Social Media มาประยุกต์ใช้สำหรับจัดการเรียนการสอน ในรูปแบบต่างๆ เช่น การสื่อสารองค์ความรู้ เนื้อหาสาระวิชาการ บทความ วีดิโอ รูปภาพ และ เสียง ส่งผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไปยังผู้เรียน ซึ่งนับว่าเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญ ของการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน ทำให้เกิดการเรียนรู้ในโลกออนไลน์ ที่ไม่จำกัดเฉพาะในชั้นเรียน โดยที่ทั้งครูและนักเรียน สามารถแชร์เนื้อหา องค์ความรู้ ข้อมูล ภาพ และเสียง ผ่านเครื่องมือออนไลน์ต่างๆ เกิดเป็นสื่อสังคมระหว่างครูกับนักเรียน ที่จะเรียนรู้ไปด้วยกันพร้อมๆกัน เกิดการเรียนรู้แบบ Realtime
ในปี2553 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (สทร.) ได้จัดการอบรมส่งเสริมให้ครูใช้ Social Media ในการจัดการเรียนการรู้ โดยจัดอบรมให้ความรู้ความเข้าใจ พ้อมกับฝึกปฎิบัติในการใช้เครื่องมือที่มีในสื่อสังคมออนไลน์ ให้แก่ครูทั่วประเทศ โดย สทร.ได้เปิดให้ครูที่สนใจสมัครเข้าอบรม แล้วคัดเลือก เหลือจำนวน 200 คน ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการอบรม พบว่าครูสามารถสร้างผลงาน ที่เกิดจากการใช้เครื่องมือ ออนไลน์ขยายเป้นเครือข่ายใน Social Media และนำไปประยุกต์ใช้จัดการเรียนรู้ในห้องเรียนได้อย่างหลากหลาย ทำให้เกิดเป็นความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างครูกับครู ครูกับนักเรียน และนักเรียนกับนักเรียน
Social Media สามารถตอบโจทย์ให้แก่ผู้บริหาร และนักการศึกษา ที่ต้องการแก้ปัญหาในชั้นเรียนด้านต่างๆ เช่น การไม่เข้าใจเนื้อหาที่เรียนในชั้นเรียน การคิดวิเคราะห์ การสืบค้น การค้นหาองค์ความรู้ การปฎิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ฯลฯ จึงนับว่า เป็น “ก้าวใหม่ของครูไทย ก้าวไกลด้วย Social Media”
ท่านสามารถดูผลงานของครูได้จาก เว็ปของครูลัฐิกา ผาบไชย http://kruarisara.wordpress.com/ และเว็ปของครูกอบวิทย์ พิริยะวิทย์ http://teacherkobwit2010.wordpress.com/
สำหรับปี 2554 นี้ สทร.จะจัดการอบรมส่งเสริมให้ครูใช้ Social Media ในการจัดการเรียนการรู้ ให้ครูอีก 200 คน ในวันที่ 20 -24 มิถุนายน 2554 ที่โรงแรม Maxx ถ.พระราม9 กรุงเทพฯ ให้ครูสามารถใช้เครื่องมือออนไลน์ต่างๆเป็น เช่น WordPress(บล็อก) Facebook(เครื่องมือติดต่อสื่อสารอย่างทันทีและรวดเร็ว Twitter(microblog) Picasa (การแชร์ภาพ) Youtube(แชร์วิดีโอ) Slideshare(สไลด์แชร์) ซึ่งครูจะนำวิธีการเหล่านี้ไปปรับประยุกต์ใช้จัดการเรียนรู้ จัดทำบล็อก ทำไสด์ ทำวิดีโอคลิปท์ เป็นต้น
สิ่งที่ สทร. คาดหวังจากครูที่มาอบรม คือครูต้องนำความรู้ที่ได้ไปใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม นำพานักเรียนเข้าสู่องค์ความรู้ในรูปแบบต่างๆ ด้วยการนำเสนอเนื้อหาผ่านบล็อก ของครูที่สร้างจากเว็บไซด์ WordPress.comและเครื่องมือออนไลน์ต่างๆ Facebook Twitter (microblog) Picasa และYoutube ที่สำคัญครูต้องสามารถสร้างรูปแบบการสอนผ่านบล็อก จัดกิจกรรมให้นักเรียน เรียนผ่านออนไลน์ได้
เอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ผอ.สทร. เรียบเรียง

โพสท์ใน Uncategorized | 10 ความเห็น

สงกรานต์ ประเพณีปีใหม่ ของไทย


สงกรานต์ เป็นประเพณีปีใหม่ของประเทศไทย ซึ่งเป็นคำสันสกฤต หมายถึง การเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายของการประทับในจักรราศี หรือ การเคลื่อนขึ้นปีใหม่ ในความเชื่อของไทย และบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวต่างประเทศ (ฝรั่ง) เรียกว่า “สงครามน้ำ”
ตามหลักการแล้ว เทศกาลสงกรานต์ ถูกกำหนดตามการคำนวณ โดยหลักเกณฑ์ ในคัมภีร์สุริยยาตร์ โดยวันแรกของเทศกาลซึ่งเป็นวันที่พระอาทิตย์ ยกเข้าสู่ราศีเมษ (ย้ายจากราศีมีนไป ราศีเมษ) เรียกว่า
“วันมหาสงกรานต์” วันถัดมา เรียกว่า “วันเนา” และวันสุดท้าย ซึ่งเป็นวันเปลี่ยนจุลศักราช และเริ่มใช้
กาลโยคประจำปีใหม่ เรียกว่า “วันเถลิงศก”
จากหลักการข้างต้น นี้ ทำให้ เทศกาลสงกรานต์ มักตรงกับวันที่ 14-16 เมษายน
(ยกเว้นบางปี เช่น พ.ศ. 2551 และ พ.ศ. 2555 ที่สงกรานต์ กลับมาตรงกับวันที่ 13-15 เมษายน)
อย่างไรก็ตาม ปฏิทินไทยในขณะนี้ กำหนดให้เทศกาลสงกรานต์ตรงกับวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปี และเป็นวันหยุดราชการ
สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทย ซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณคู่มากับประเพณีตรุษ
จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่
คำว่าตรุษ เป็นภาษาทมิฬ แปลว่า การสิ้นปี
พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นกับสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือน
เคียง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และความเชื่อไป
ในความเชื่อดั้งเดิม ใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น
มีการขอพรจากผู้ใหญ่ การรำลึก และกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ
ในชีวิตสมัยใหม่ของสังคมไทยเกิดประเพณีกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ นับวันสงกรานต์
เป็นวันครอบครัว


ในพิธีเดิม มีการสรงน้ำพระที่นำสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ ที่มีความสุข ปัจจุบันมีพัฒนาการ และมีแนวโน้มว่าได้มีการเสริมจนคลาดเคลื่อนบิดเบือนไป เกิดการประชาสัมพันธ์ในเชิงการท่องเที่ยว ว่าเป็น ‘Water Festival’ เป็นภาพของการใช้น้ำ เพื่อแสดงความหมายเพียง ประเพณีการเล่นน้ำ
การที่สังคมเปลี่ยนไป มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่เข้าสู่เมืองใหญ่ และถือวันสงกรานต์เป็นวัน “กลับบ้าน”
ทำให้การจราจรคับคั่งในช่วงวันก่อนสงกรานต์ วันแรกของเทศกาล และวันสุดท้ายของเทศกาล เกิดอุบัติเหตุทางถนนสูง นับเป็นปรากฏการณ์ทางสังคม ที่เกิดขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงหลายด้านของสังคม
นอกจากนี้ เทศกาลสงกรานต์ ยังถูกใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทั้งต่อคนไทย และต่อนักท่องเที่ยวต่างประเทศ
กิจกรรมในวันสงกรานต์ มีดังต่อไปนี้
การทำบุญตักบาตร ตอนเช้า หรือนำอาหารไปถวายพระที่วัด ถือว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลให้ตัวเอง และ อุทิศส่วนกุศล นั้น แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว การทำบุญแบบนี้ มักจะเตรียมไว้ล่วงหน้า นำอาหารไปตักบาตรถวายพระภิกษุที่ศาลาวัด ซึ่งจัดเป็นที่รวมสำหรับทำบุญ ในวันนี้ หลังจากที่ได้ทำบุญเสร็จแล้ว ก็จะมีการก่อพระทรายอันเป็นประเพณีด้วย การสรงน้ำพระการรดน้ำ เป็นการอวยพรปีใหม่ให้กันและกัน
น้ำที่รดมักใช้น้ำหอมเจือด้วยน้ำธรรมดา การสรงน้ำพระจะรดน้ำพระพุทธรูปที่บ้านและที่วัด และบางที่จัด สรงน้ำพระสงฆ์ด้วย
การสรงน้ำพระ มี 2 แบบ คือ การสรงน้ำพระภิกษุสามเณร และการสรงน้ำพระพุทธรูป
การสรงน้ำพระภิกษุสามเณร จะใช้แบบเดียวกับอาบน้ำ คือ การใช้ขันตักรดที่ตัวท่าน หรือที่ฝ่ามือก็ได้ แล้วแต่ความนิยม หากเป็นการสรงน้ำแบบอาบน้ำพระ จะมีการถวายผ้าสบงหรือถวายผ้าไตรตามแต่ศรัทธาด้วย
การสรงน้ำพระพุทธรูป อาจจะจัดเป็นขบวนแห่ หรือ เชิญมาประดิษฐานในที่อันเหมาะสม การสรงน้ำจะใช้น้ำอบ น้ำหอม หรือน้ำที่ผสมด้วยน้ำอบ น้ำหอมประพรมที่องค์พระ
การรดน้ำผู้ใหญ่ คือการไปอวยพรให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ครูบาอาจารย์ ท่านผู้ใหญ่ มักจะนั่งลงแล้วผู้ที่รดก็จะเอาน้ำหอมเจือกับน้ำรดที่มือท่าน ท่านจะให้ศีลให้พรผู้ที่ไป รด ถ้าเป็นพระก็จะนำผ้าสบงไปถวายให้ท่านผลัดเปลี่ยนด้วย หากเป็นฆราวาสก็จะหา ผ้าถุง ผ้าขาวม้าไปให้
การดำหัว ก็คือ การรดน้ำ นั่นเอง แต่เป็นคำเมืองทางภาคเหนือ การดำหัว เรียกกัน
เฉพาะการรดน้ำผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ ผู้สูงอายุ คือการขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไป แล้ว หรือ การขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่
ของที่ใช้ในการดำหัวส่วนมาก มีผ้าขนหนู มะพร้าว กล้วย และ ส้มป่อย
การทำบุญอัฐิ อาจจะทำตอนไหนก็ได้ เช่น หลังจากพระภิกษุ – สามเณรฉันเพล แล้ว หรือจะนิมนต์พระมาสวดมนต์ ฉันเพลที่บ้าน แล้วบังสุกุลก็ได้
การทำบุญอัฐิ อาจจะนิมนต์พระไปยังสถานที่เก็บหรือบรรจุอัฐิ หากไม่มีให้เขียนชื่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้วลงในกระดาษ เมื่อบังสุกุล เสร็จจึงเผากระดาษแผ่นนั้นเสีย เช่นเดียวกับการเผาศพ

การปล่อยนกปล่อยปลา ถือเป็นการล้างบาปที่ทำไว้ เป็นการสะเดาะเคราะห์ร้ายให้มี แต่ความสุขความสบายในวันขึ้นปีใหม่
การนำทรายเข้าวัด ทางภาคเหนือนิยมขนทรายเข้าวัด เพื่อเป็นนิมิตโชคลาภ ให้มีความ สุขความเจริญ เงินทองไหลมาเทมาดุจทรายที่ขนเข้าวัด

ที่มา : จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี บทความ สงกรานต์
จาก คลังปัญญาไทย บทความ วันสงกรานต์
เอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ เรียบเรียงและรายงาน

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

บัญชีจัดสรรระบบคอมพิวเตอร์ฯของโรงเรียน คลอดแล้วจ้า


รายงานจาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2554 เลขาธิการ กพฐ. นายชินภัทร ภูมิรัตน ได้อนุมัติ บัญชีจัดสรรระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน สำหรับสถานศึกษา และระบบปฎิบัติการคอมพิวเตอร์( Operating System พร้อม Office Appication ) แล้ว
เพื่อจัดสรรระบบคอมพิวเตอร์ให้แก่ โรงเรียน จำนวน 7,199 โรง ซึ่งประกอบด้วย โรงเรียนใน สพป. 183 เขต จำนวน 6,394 โรง โรงเรียนใน สพม. 42 เขต จำนวน 763 โรง และโรงเรียนใน สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จำนวน 42 โรง
ในปีนี้ สามารถจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้จำนวน 113,583 เครื่อง แยกเป็นเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ จำนวน 109,740 เครื่อง เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) จำนวน 3,843 เครื่อง ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ จำนวน 2,971 เครื่อง (เป้าหมายที่กำหนดไว้ คือ 110,612 เครื่อง)
ขณะนี้ สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (สทร.) กำลังสแกน บัญชีรายชื่อโรงเรียนที่ได้รับการจัดสรรระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน จำนวน 400 กว่าหน้า เพื่อส่งต่อไปให้เขต สพป. และสพม. ทั้ง 225 เขต โดยจะส่งไปทาง e-Filing เข้าสู่ระบบของเขตพื้นที่ โดยบัญชีจัดสรรระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน สำหรับสถานศึกษา จำแนกตามสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา บัญชีรายชื่อจัดสรรทุกหน้าประทับตราครุฑ ลงวันที่ 28 มีค. 2554 ครับ
พร้อมกัน นี้ สพฐ. ได้เห็นชอบ ให้ ยกเลิก บัญชีจัดสรรระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน สำหรับสถานศึกษา และระบบปฎิบัติการคอมพิวเตอร์( Operating System) ตามหนังสือสพฐ. ด่วนที่สุด ถึง สพป. ที่ศธ04005 / 263-445 และสพม. ที่ศธ 04005 / 446-487 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554
และยกเลิก รูปแบบรายละเอียดครุภัณฑ์ ตามหนังสือ สพฐ. ที่ศธ 04005 / ว490 และสพม. ที่ศธ 04005 / ว491 ลงวันที่ 1 มีนาคม 2554
แล้วให้ สพป. สพม. และโรงเรียน ใช้ บัญชีจัดสรรระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน สำหรับสถานศึกษา จำแนกตามสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่บัญชีรายชื่อจัดสรร ทุกหน้า มีลายเซ็น ประทับตราครุฑ ลงวันที่ 28 มีค. 2554 กำกับไว้ แทน
ให้ใช้ รูปแบบรายละเอียดครุภัณฑ์ระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ประจำห้องเรียน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2554 ที่ทุกหน้า มีลายเซ็น ประทับตราครุฑ ลงวันที่ 28 มีค. 2554
ดังนั้น ใคร่ขอความกรุณา สพม.และสพป. เร่งดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง ระบบปฎิบัติการคอมพิวเตอร์( Operating System พร้อม Office Appication ) ให้แก่โรงเรียน ก่อน
จากนั้น ขอให้เขต สพป.และสพม. แจ้งให้โรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาของท่าน ได้ทราบเรื่องการได้รับจัดสรรระบบคอมพิวเตอร์ และงบประมาณสำหรับดำเนินการจัดซื้อระบบคอมพิวเตอร์ฯ ของโรงเรียน เพื่อโรงเรียน จะได้ดำเนินการจัดซื้อตามระเบียบพัสดุว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง ตามSpec คอมพิวเตอร์ ที่สพฐ.ส่งไป และตามวงเงินงบประมาณที่ได้รับในแต่ละโรงเรียน
โปรด อดใจรออีกสักนิด ประมาณวันที่ 31 มีค. 2554 ข้อมูลจะถึงมือท่านโดยสมบูรณ์

เอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ผอ.สทร. รายงาน และเรียบเรียง

โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น

Education for All การศึกษาเพื่อปวงชน ครั้งที่ 10


กระทรวงศึกษาธิการ ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับสูงว่าด้วย การศึกษาเพื่อปวงชน ครั้งที่ 10 World Conference on Tenth Meeting of the High-Level Group on Education for All ระหว่างวันที่ 22-24 มีนาคม 2554 ที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา จังหวัดชลบุรี
เมื่อปี พ.ศ. 2533 ประเทศไทยได้เคยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก ว่าด้วย เรื่อง การศึกษาเพื่อปวงชน มาแล้ว ที่จอมเทียน จังหวัดชลบุรี โดยร่วมกับองค์การยูเนสโก และหน่วยงานสหประชาชาติอื่นๆ ซึ่งในการประชุมครั้ง นั้น ที่ประชุมได้กําหนดเป้าหมาย สำหรับการพัฒนาการศึกษาเพื่อปวงชนไว้ และได้มีการรับรองปฏิญญาจอมเทียนเป็นครั้งแรก ในปฏิญญาจอมเทียน ได้ระบุเป้าหมาย 6 ประการ คือ
1. ขยายการดูแลเด็กปฐมวัยและกิจกรรมเพื่อการพัฒนาอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กด้อยโอกาสและเด็กพิการ
2. ขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ทั่วถึง ภายในปีพ.ศ. 2543
3. ปรับปรุงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อให้ผู้เรียนผ่านมาตรฐานขั้นต่ำที่สูงขึ้น
4. ลดอัตราการไม่รู้หนังสือของผู้ใหญ่ในปี พ.ศ.2543 ให้ได้ครึ่งหนึ่งของอัตรา ในปีพ.ศ.2533 โดยเน้นการเรียนรู้ของเด็กหญิงและสตรี
5. ขยายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและการฝึกอบรมทักษะที่จําเป็นต่อการ ดํารงชีพของเยาวชนและผู้ใหญ่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านสุขอนามัย และการงานอาชีพที่ดีขึ้น
6. เพิ่มพูนความรูทักษะ และค่านิยม ที่จําเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคล และครอบครัว ในรูปแบบและวิธีการที่หลากหลาย

ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 องค์การยูเนสโกได้จัดการประชุม เพื่อประเมินความก้าวหน้าในการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน ที่เมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัล แต่ผลปรากฏว่า ประเทศสมาชิกยังไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ในปฏิญญาจอมเทียนได้ ดังนั้น ที่ประชุมจึงได้กำหนดเป้าหมายที่จะทำให้บรรลุ การศึกษาเพื่อปวงชนภายในปี พ.ศ.2558 ไว้ในกรอบปฏิญญาดาการ์ ดังนี้
1. ขยายและปรับปรุงการศึกษาและการดูแลเด็กเล็กก่อนวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กที่เปราะบางและด้อยโอกาส
2. จัดให้เด็กทุกคน โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง เด็กที่อยู่ในสภาวะยากลำบาก เด็กที่เป็นชนกลุ่มน้อย สามารถเข้าถึงการศึกษาภาคบังคับที่มีคุณภาพ
3. จัดการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการการเรียนรู้ของเยาวชนและผู้ใหญ่ผ่านโครงการทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน
4. พัฒนาอัตราการรู้หนังสือของผู้ใหญ่ได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 50
5. ขจัดความเหลื่อมล้ำทางเพศในการศึกษาระดับประถมและมัธยม โดยเน้นการเข้าถึงของเด็กผู้หญิงและทำให้เกิดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพ
6. พัฒนาคุณภาพการศึกษาในทุกด้านและรับรองความเป็นเลิศทั้งหมด เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ที่ชัดเจนและสามารถวัดได้ โดยเฉพาะในเรื่องการรู้หนังสือ การคำนวณตัวเลขและทักษะที่จำเป็นต่อชีวิต

สำหรับ การประชุมระดับสูงว่าด้วยการศึกษาเพื่อปวงชน ครั้งที่ 10 ซึ่งประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพ นับเป็นโอกาสอันดีที่จะทบทวนถึงการประชุมระดับโลก ว่าด้วยการศึกษาเพื่อปวงชนครั้งแรก โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จเป็นองค์ประธานเปิดการประชุมครั้งนี้ และนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้กราบบังคมทูลกล่าวรายงาน
ทั้งนี้ องค์การยูเนสโก โดย Mr.Gwang-Jo Kim ผู้อำนวยการองค์การยูเนสโก ประเทศไทย ได้เชิญผู้นำด้านการศึกษาของประเทศต่างๆ เข้าร่วมการประชุม จำนวน 45 ประเทศ เช่น Kenya, Japan ,Uganda Morocco, Norway, Turkey, Timor –Laste , India, Senegal, Trinidad, Indonesia, Chaina, ลาว และ ไทย ฯลฯ รวมทั้งองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ได้แก่ EFA/FTI ,Action AID ,Education International, Intel , ASPBAE,Word Food Progr amme เป็นต้น รวมผู้เข้าร่วมประชุม ประมาณ 200 คน การจัดประชุมในประเทศไทย ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการศึกษาเพื่อปวงชน 6 เป้าหมาย คือ
เป้าหมายที่1 การดูแลและการศึกษาของปฐมวัย
เป้าหมายที่2 การจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาอย่างทั่วถึง
เป้าหมายที่3 การส่งเสริมการฝึกทักษะชีวิต
เป้าหมายที่4 การรู้หนังสือ
เป้าหมายที่5 ความเสมอภาคระหว่างชายหญิง
เป้าหมายที่6 การส่งเสริมคุณภาพคุณภาพการศึกษา

นอกจากการประชุมของผู้นำระดับสูงแล้ว ประเทศไทย ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ได้แก่ การจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับความก้าวหน้าการศึกษาเพื่อปวงชนของไทย พระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และการจัดดูงานให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อเผยแพร่การดำเนินงานเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางการศึกษาของไทย รวมถึงโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ซึ่งหลายประเทศอาจนำไปปรับใช้เป็นแบบอย่างของการจัดการศึกษาเพื่อปวงชนได้
การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม นี้ จะเป็นสิ่งยืนยันให้เห็นถึงความตั้งใจ และความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยที่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาอย่างจริงจัง จนทำให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมาย นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกภาคส่วนของสังคมไทยในการให้ความสำคัญกับการศึกษาเพื่อปวงชน และมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้สอดรับการการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง ต่อไป
สำหรับ การประชุมระดับสูงว่าด้วยการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ผ่านมา
ครั้งที่ 1 จัดขึ้นที่สํานักงานใหญยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในปี2544
ครั้งที่ 2 จัดขึ้นที่กรุงอาบูจา ประเทศไนจีเรีย ปี2545
ครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ปี2546
ครั้งที่ 4 จัดขึ้นที่กรุงบราซิเลีย ประเทศบราซิล ปี2547
ครั้งที่ 5 จัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ปี 2548 (ไทยได้รับเชิญ)
ครั้งที่ 6 จัดขึ้นที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ปี2549
ครั้งที่ 7 จัดขึ้นที่กรุงดาการประเทศเซเนกัล ปี2550
ครั้งที่ 8 จัดขึ้นที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย ปี2551 (ไทยได้รับเชิญเข้าสังเกตการณ์)
ครั้งที่ 9 จัดขึ้นที่กรุงแอดดิส อบาบา ประเทศเอธิโอเปีย ปี2553 (ไทยได้รับเชิญ)

เอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ผอ.สทร.เรียบเรียงและรายงาน

โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น

สพฐ. ขับเคลื่อนจุดเน้นการพัฒนาผู้เรียน สู่การปฎิบัติ


สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดประชุมปฎิบัติการขับเคลื่อนจุดเน้น การพัฒนาผู้เรียนสู่การปฎิบัติ ครั้งที่ 1 ที่โรงแรมตรัง กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 9-12 มีนาคม 2554 ให้แก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในภาคกลาง 68 เขต ในการประชุมครั้งนี้ มีรองผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ศึกษานิเทศน์ ผู้อำนวยการโรงเรียน และครู เขตละ 4 คน รวมทั้งสิ้น 258 คน
และประชุมปฎิบัติการขับเคลื่อนจุดเน้น การพัฒนาผู้เรียนสู่การปฎิบัติ ครั้งที่ 2 ที่โรงแรมโลตัสปางสวนแก้ว จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 14-17 มีนาคม 2554 ให้แก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในภาคเหนือ 58 เขต ซึ่งมีรองผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ศึกษานิเทศน์ ผู้อำนวยการโรงเรียน และครู เขตละ 4 คนรวมทั้งสิ้น 232 คน
ในการนี้ ผู้อำนวยการสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน นายเอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ผู้อำนวยการ สำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายพิธาน พื้นทอง ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษา นางสาวไพรวัลย์ พิทักษ์สาลี และ นางลำไย สนั่นลำ หัวหน้ากลุ่มประเมินคุณภาพฯ ร่วมกัน บรรยายพิเศษให้ผู้เข้าร่วมประชุมฟัง
สำหรับ จุดเน้นสู่การพัฒนา การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการเรียนรู้ ซึ่งบรรยายโดย ผอ.เอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ นั้น พอสรุปประเด็นได้ ดังนี้
จุดเน้นการพัฒนาผู้เรียน มี 2 ด้าน คือ
1. ด้านความสามารถ และทักษะ
2. ด้านคุณลักษณะ
จุดเน้น ด้านความสามารถ และทักษะ จัดแบ่งตามระดับชั้น ดังนี้
• ชั้น ป.1-3 : เน้นอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น มีทักษะการคิดพื้นฐาน ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย
• ชั้น ป.4-6 : เน้นอ่านคล่อง เขียนคล่อง คิดเลขคล่อง มีทักษะการคิดพื้นฐาน ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย
• ชั้น ม.1-3 : แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย
• ชั้น ม.4-6 : แสวงหาความรู้เพื่อการแก้ปัญหาใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ ใช้ภาษาต่างประเทศ มีทักษะการคิดขั้นสูง ทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ตามช่วงวัย
จุดเน้น ด้านคุณลักษณะ จะเน้นตามช่วงวัย และเน้นตามหลักสูตร
เน้นตามช่วงวัย จะเห็นว่าในวัย ป.1-3 : เน้นใฝ่ดี ป.4-6 : เน้นใฝ่เรียนรู้ ม.1-3 : เน้นอยู่อย่างพอเพียง
และ ม.4-6 : เน้นมุ่งมั่นในการศึกษาและการทำงาน
ถ้าหาก เน้นตามหลักสูตร : เน้นรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์ มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ
เมื่อกล่าวถึง จุดเน้น ด้านความสามารถและทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร แล้ว
ในชั้น ป.1-3 จุดเน้นจะอยู่ที่ : สนใจ รู้จักใช้ ดูแลรักษา เครื่องคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ การใช้คอมพิวเตอร์ขั้นพื้นฐาน ในการเรียนรู้ของนักเรียน
ชั้น ป.4-6 : รู้จักใช้ สร้างงาน ดูแลรักษา เครื่องคอมพิวเตอร์ได้คล่อง สืบค้นทางอินเทอร์เน็ต
ชั้น ม.1-3 : ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้ การสืบค้นข้อมูลการติดต่อสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อย่างสร้างสรรค์มีคุณธรรมจริยธรรม คิดประดิษฐ์ผลงานเทคโนโลยี
ชั้น ม.4-6 : ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีในการเรียนรู้ คิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ติดต่อสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อย่างสร้างสรรค์ มีคุณธรรม จริยธรรม คิดประดิษฐ์ผลงานเทคโนโลยี
สำหรับ การนำ จุดเน้นไปสู่การปฎิบัติ นั้นมีคำถามมากมาย ที่ผู้บริหาร ครู จะทำอย่างให้ไปถึงจุดเน้นที่ว่า นั้นได้ เช่น มีวิธีการอย่างไร / ทำอย่างไร / ปฎิบัติอย่างไร ? ใช้ยุทธศาสตร์ อะไร ? ใช้กลยุทธ อะไร ? จัดกระบวนการเรียนรู้ /จัดการเรียนการสอน อย่างไร ? ใช้เครื่องมือ / อุปกรณ์อะไร ?
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) นำจุดเน้นไปสู่การปฎิบัติ นั้น มี
องค์ประกอบ 4 คือ Hard Wareระบบคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอน
Soft Ware หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ทั้งสื่อOffline และOnline
People Ware คือการพัฒนาครูและบุคลากรทางด้านICT และNet Workingระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่โรงเรียนใช้ต่อเชื่อมกับดลกภายนอกในการสืบค้นข้อมูลและองค์ความรู้

เอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ผอ.สทร. เรียบเรียง และรายงาน

โพสท์ใน Uncategorized | 3 ความเห็น

สพฐ. และสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เยี่ยมศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กป่วยฯ ในโครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ


สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ศูนย์NECTEC และ กศน. ร่วมกันลงพื้นที่เยี่ยม ศูนย์การเรียนสำหรับเด็กป่วยฯ ในโครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่โรงพยายบาลมหาราชนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554
โดยมี ผู้แทนจาก สพฐ.ประกอบด้วย ผอ.สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอนนายเอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ ผอ.สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ นายพะโยม ชินณวงศ์ และผู้แทนจากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ พญ.รัตโนทัย พลับรู้การ
เมื่อเดินทางไปถึงโรงพยายบาลมหาราชนครศรีธรรมราช นายสมชัย อัศวสุดสาคร ผอ.โรงพยายบาลมหาราชนครศรีธรรมราช พญ.อัจฉิมาวดี พงศ์ดารา พญ.อัมพร สูงสว่าง พญ.สุภิยา โออุไร และ พยาบาล ได้มาให้การต้อนรับเข้าสู่ห้องประชุมบรรยายสรุปให้เห็นภาพการดำเนินงานของโรงพยาบาล พร้อมทั้งพาชมห้องศูนย์การเรียนของโรงพยาบาล ที่ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้ ประกอบด้วย ห้องเรียนรู้ และห้องเล่น ที่ห้องเล่นของโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลจัดให้เด็กและผู้ปกครองเข้าไปร่วมใช้ในห้องเล่น ซึ่งผู้ปกครองก็จะได้เรียนรู้ไปกับเด็กด้วย

ที่ศูนย์การเรียนรู้ของ โรงพยายบาลมหาราชนครศรีธรรมราช จะมีสหทัยมูลนิธิ คอยให้การช่วยเหลือเรื่องงบประมาณแก่ศูนย์การเรียนรู้ การบริหารจัดการศูนย์การเรียนรู้ใช้วิธีการ
การบูรณาการหน่วยงานต่างๆ ให้มาช่วยในการจัดการเรียนรู้ เช่น ศูนย์การศึกษาพิเศษ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอเมือง สหทัยมูลนิธิ และแพทย์ /พยาบาล รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช
บทบาทและหน้าที่ของศูนย์การเรียนรู้ โรงพยายบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ส่งเสริมการเรียนรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดสื่อการเรียนและอุปกรณ์ มี PC 2 เครื่อง และNotebook 1 เครื่อง มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เตียงเด็กป่วย ซึ่งใช้ Notebook เป็นเครื่องมือช่วยสอนของครู นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมกลุ่มการเรียนรู้ มีกิจกรรมที่ลานระเบียงของโรงพยาบาล ครูจะจัดกิจกรรมรวมกลุ่มเด็กและผู้ปกครองของเด็กช่วยกัน กิจกรรมที่จัด เช่น การสอนศิลปะ การเล่านิทาน การสอนงานประดิษฐ์

เอนก รัตน์ปิยะภาภรณ์ เรียบเรียงและรายงาน

โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น